lpgสำหรับเมืองไทยใช้ LPG หรือ NGV (CNG) อันไหนดีกว่ากันมีผู้กล่าวกันว่า การใช้ NGV (CNG) จะมีค่าแก๊สถูกกว่า LPG อย่างมากทีเดียว เนื่องจาก  NGV ขณะนี้ทีราคาขายที่ 8.50 บาท ต่อกิโลกรัมในขณะที่ LPG มีราคาที่ละ 11 บาท คนบางส่วนจึงสรุปว่าใช้ก๊าซ NGV ประหยัดกว่าการใช้แก๊ส LPG นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หากนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนอย่างแท้จริง หากเราจะต้องนำเรื่องของราคาติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง (Maintenance) และค่าเสียโอกาสที่ไม่ได้ใช้ก๊าซ NGV มาคำนวณด้วยอัตราค่าใช้จ่ายของรถยนต์ TOYOTA VIOS เมื่อใช้ระบบหัวฉีดแก๊ส LPG อยู่ที่กิโลเมตรละ 1 บาท อัตราค่าใช้จ่ายของรถยนต์ TOYOTA เมื่อใช้ระบบหัวฉีดก๊าซ NGV อยู่ที่กิโลเมตรละ 0.7  บาท (70 สตางค์) จะเห็นได้ชัดว่า NGV มีความประหยัดกว่า LPG ถึง 0.3 บาท (30 สตางค์) ต่อกิโลเมตรเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ คือ 30% เลยทีเดียว อย่างที่ได้เรียนให้ทราบว่านั่นคือข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวเท่านั้น เมื่อท่านมาดูที่ราคาติดตั้งระบบหัวฉีดแก๊ส LPG โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ราคา 29,000 บาท และค่าติดตั้งระบบก๊าซ NGV จะอยู่ที่ราคา 59,000 บาท ซึ่งมีราคาค่าติดตั้งแตกต่างกันถึง 30,000 บาท เลยทีเดียว คราวนี้เอาตัวเลขที่เราได้มาวิเคราะห์ความคุ้มค่าอย่างละเอียด ส่วนต่างราคาระบบแก๊สหัวฉีดจาก LPG เป็น NGV ต่างกันอยู่ 30,000 บาท โดยที่ก๊าซ NGV จะประหยัดมากกว่า 0.30 บาท/กิโลเมตร ซึ่งนำตัวเลข 30,000 ÷ 0.3 = 100,000 กิโลเมตร นั่นหมายความว่า ราคาส่วนต่างของการติดตั้งระบบก๊าซ NGV จะวิ่งให้คุ้มเท่ากับการติดตั้งแก๊ส LPG ก็คือต้องวิ่งถึง 100,000 กิโลเมตรไปแล้ว คราวนี้เราจะทำให้ท่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น

ราคาติดตั้งแก๊ส LPG  +  เชื้อเพลิงที่วิ่งไป 100,000 กิโลเมตร

ยกตัวอย่างเช่น

=             ราคาติดตั้ง LPG + ราคาค่าเชื้อเพลิง LPG ต่อ 1 กิโลเมตร (จำนวนระยะทางที่เราวิ่งไปเพื่อหาค่าเปรียบเทียบ)

=             29,000 + 1 x (100,000)

=             29,000 + 100,000

=             129,000 บาท

เมื่อเราเปรียบเทียบกับ

ราคาติดตั้งก๊าซ NGV  +  เชื้อเพลิงที่วิ่งไป 100,000 กิโลเมตร

ยกตัวอย่างเช่น

=             ราคาติดตั้ง NGV + ราคาค่าเชื้อเพลิง NGV ต่อ 1 กิโลเมตร (จำนวนระยะทางที่เราวิ่งไปเพื่อหาค่าเปรียบเทียบความคุ้มค่า)

=             59,000 + 0.7 x (100,000)

=             59,000 + 70,000

=             129,000 บาท

                นั่นหมายความว่า เมื่อท่านวิ่งไป 100,000 กิโลเมตร หลังจาก 100,000 กิโลเมตรไป การใช้ก๊าซ NGV จึงจะคุ้มค่ากว่า LPG

               

ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อไรท่านจะวิ่งครบ 100,000 กิโลเมตร หากท่านวิ่งมากปีละ 50,000 กิโลเมตร ก็นานถึง 2 ปีทีเดียว แล้วทำไมท่านจะต้องไปจ่ายค่าอุปกรณ์ไปก่อนนานขนาดนั้น หากเราคิดเปรียบเทียบความคุ้มค่า เพียงระยะทางแค่ 100,000 กิโลเมตรก็อาจจะเป็นการสะท้อนให้เห็นเพียงมิติเดียวเท่านั้น ในแง่ของราคาค่า Maintenance อุปกรณ์ NGV แพงกว่า LPG โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 50%-100% อุปกรณ์บางอย่างแพงกว่ากัน 2 เท่าตัว

เช่น Reducer หรือภาษาไทยเรียกว่า  หม้อต้ม

                คราวนี้เรามาดูความสะดวกสบายในการใช้งานแก๊สบ้างครับ อย่าลืมนะครับว่า หากแม้เราประหยัดเงินได้แต่เราก็จำเป็นต้องมีความสุขและความสะดวกสบายในการใช้งานรถและการเติมแก๊สด้วย การเติมก๊าซ NGV 1 ถังเต็ม วิ่งได้ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อ 1 ถัง ในขณะที่เติมแก๊ส LPG 1 ถังเต็ม วิ่งได้ประมาณ 400-500 กิโลเมตร

                คราวนี้เมื่อท่านใช้ NGV จะกลายเป็นนักเดินทางที่มีการวางแผนการเดินทาง เนื่องจากการขยายและการเปิดปั๊ม NGVนั้นเป็นเรื่องยากเนื่องจากต้องมีการวางท่อก๊าซไว้ใต้ดินจึงใช้งบประมาณสูงจึงทำให้การขยายปั๊ม NGV เป็นไปได้ช้าและแต่ละปั๊มก็อยู่ห่างไกลกันมาก ท่านจึงไม่สามารถที่จะเดินทางด้วยแก๊ส NGV ได้ตลอดการเดินทาง ซึ่งมีโอกาสที่จะต้องใช้น้ำมันในการเดินทางมากกว่า NGV ก็เป็นได้

 

ในขณะที่ LPG จะใช้วิธีการขนส่งด้วยรถขนแก๊สและมีปั๊มเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศโดยจะพบเห็นในทุกๆ ระยะไม่เกิน 30 กิโลเมตร เต็ม 2 ข้างทาง ระหว่างการเดินทาง คราวนี้เรามาจำลองการเดินทางของรถยนต์ TOYOTA VIOS จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ดู สมมติตัวเลขกลมๆ การเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร หากท่านใช้ก๊าซ NGV ระหว่างการเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ โดยไม่ได้วางแผนการเดินทางเลยและไม่รู้มาก่อนว่าปั๊ม NGV อยู่ไหนมากก่อนจะคำนวณค่าเชื้อเพลิงได้ดังนี้

 

ก๊าซ NGV กิโลเมตรละ 0.70 บาท น้ำมันเบนซิน 91 อัตรากิโลเมตรละ 2.50 บาท เพราะฉะนั้น

ใช้เงินค่าเดินทางทั้งหมด  =  จำนวนระยะทางที่ใช้ NGV x อัตราการบริโภค NGV/กม.

                                                =  200 x 0.7

จำนวนเงินที่เติม NGV      =  140  บาท

=  จำนวนระยะทางที่ใช้น้ำมัน x อัตราการบริโภคน้ำมันเบนซิน

=   400 x 2.50

จำนวนเงินที่เติมน้ำมัน      =  1,000  บาท

ฉะนั้นการเดินทางจากกรุงเทพฯโดยมีการใช้ก๊าซNGVและน้ำมันเบนซิน91จะเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 140+1,000 = 1,140  บาท

ในขณะที่การเดินทางด้วยแก๊ส LPG สามารถหาปั๊มแก๊สได้ตลอด 2 ข้างทางและสามารถเติมแก๊สได้ตลอดการเดินทางโดยไม่ต้องเติมน้ำมันเลยเพราะใช้แก๊สอย่างเดียว

สมมติในเหตุการณ์เดียวกัน

แก๊ส LPG อัตรากิโลเมตรละ 1 บาท น้ำมันเบนซิน91 อัตรากิโลเมตรละ 2.50 บาท เพราะฉะนั้น

ใช้เงินค่าเดินทางทั้งหมด  =  จำนวนระยะทางที่ใช้ LPG  x  อัตราการบริโภค LPG/กม.

                                                =  600 x 1

จำนวนเงินที่เติม LPG       =  600  บาท

 

ดังที่ท่านได้เห็น เมื่อท่านเดินทางไกลๆ การใช้งาน LPG จะมีความสะดวกและได้เปรียบกว่า NGV มากในแง่ของความสะดวกในการใช้งานและนความแพร่หลายของปั๊ม LPG ที่มีมากกว่า NGVหลายเท่าตัว เวลาในการเติมแก๊ส LPG นั้นรวดเร็วกว่ามาก รวมถึงเวลาการรอคิวในการเติม!!! เนื่องจากในปัจจุบันปั๊ม NGV ในเขตกทม.และปริมณฑล เริ่มมีมากขึ้นก็จริงแต่หากท่านเจอรถพ่วงหรือรถหัวลากจอดเติมก๊าซอยู่ก่อนก็จะเสียเวลาเป็นอย่างมาก เนื่องจากรถพ่วงจะใช้เวลาการเติมต่อคันก็จะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงจนถึง 1 ชั่วโมง และแท็กซี่ที่ออกกะหรือรถยนต์ส่วนบุคคล จะใช้เวลาในการเติมก๊าซ คันละ 6 นาที หากท่านเจอรถเหล่านี้เข้าคิวอยู่ก่อน ท่านจะเสียเวลารอคิวขั้นต่ำครึ่งชั่วโมง!!! ซึ่งจะทำให้ท่านสูญเสียโอกาสในการทำมาหากิน เสียอารมณ์และสุขภาพจิตได้ และถ้าท่านไม่รอเติมก๊าซ NGV  ก็จะทำให้ท่านเสียโอกาสในการใช้ก๊าซ NGV เนื่องจากไม่ทันเวลาในการไปทำธุระประจำวันจึงทำให้ท่านไม่ได้ประหยัดการใช้น้ำมันและไม่สามารถใช้ก๊าซได้อย่างเต็มที่

 

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านสำหรับการตัดสินใจในการเลือกติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV ในรถยนต์ ซึ่งมีปัจจัยหลายองค์ประกอบด้วยกันและสามารถทำให้ท่านคุ้มค่ากับการตัดสินใจครับ ซึ่งในทัศนะคติของ         Webmaster แล้ว การใช้ LPG  จะมีความสะดวกสบายกว่า NGVอย่างมากมายทีเดียวในขณะที่ NGV จะเหมาะสมกับรถขนส่ง รถสาธารณะเช่น รถโดยสาร รถแท็กซี่ หรือเหมาะสมกับรถที่มีการเดินทางที่มีเส้นทางการเดินรถประจำ และมีปั๊ม NGV อยู่ระหว่างเส้นทางการเดินรถอยู่แล้วครับ

 

lpg         cng

::. รถตู้กทม.-ปราจีนฯ ระเบิดตรงข้าม"ม.พัน2"พหลฯซอย2สาหัส1ราย

 

news.jpg

 

รถตู้โดยสาร จอดอยู่ บริเวณซ.พหลโยธิน 2 ตรงข้าม พล.ม.2 รอ. ระเบิดสนั่น คนขับบาดเจ็บ เบื้องต้น ตำรวจคาดไม่ใช่การก่อวินาศกรรม แต่เป็นอุบัติเหตุแก๊สรั่วซึม...เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 28 มิ.ย. 2553 ร.ต.ท.โอสถ ผ่าโผน พงส.(สบ.1) สน.ดินแดง รับแจ้งมีเหตุรถตู้ระเบิดเกิดไฟลุกไหม้ ที่หน้าร้านอาหารจิ้มจุ่มพหลโยธิน 2 ตรงข้ามสนามไดร์ฟกอล์ฟ พล.ม. 2 รอ. (สนามเป้า) ภายในซอยพหลโยธิน 2 ถนนเส้นทางเชื่อมระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนวิภาวดี แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.ไกรเลิศ บัวแก้ว รอง ผบก.น. 1 พ.ต.ท.กรต ประพันธ์พจน์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ พฐ.และรถดับเพลิงสำนักป้องกันและบรรเทาสาธาณภัยกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน ที่เกิดเหตุพบรถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมูเตอร์ สีขาว ทะเบียน ฮจ 6255 กทม. เป็นรถตู้รับส่งผู้โดยสาร วิ่งระหว่างอนุสาวรีย์ชัยฯ-ปราจีนบุรี ซึ่งรถคันดังกล่าวติดตั้งระบบแก๊ส NGV 1 ถัง

 

สภาพโดนแรงระเบิดทำให้กระจกรอบตัวรถแตกกระจาย โดยเฉพาะประตูด้านข้างที่ใช้เปิดขึ้น-ลง ถูกแรงระเบิดอัดจนฉีกขาด หลุดออกมาจากตัวรถ ส่วนหลังคารถถูกแรงอัดจนบิดเบี้ยว ข้าวของในรถถูกแรงระเบิดกระเด็นออกมากระจายเกลื่อนพื้น และมีร่องรอยไฟฉาบตามเบาะ ส่วนตรงเบาะท้ายมีสะเก็ดไฟ จึงรีบใช้น้ำฉีดเพื่อดับสะเก็ดไฟที่ลุกไหม้ และฉีดน้ำเพื่อหล่อเย็นที่ถังแก๊สป้องกันการระเบิดซ้ำ เนื่องจากยังพบการรั่วซึมของถังแก๊สอยู่อีก

 

ด้าน พ.ต.อ.ไกรเลิศ บัวแก้ว รอง ผบก.น. 1 เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพยานทราบว่ามีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ทราบชื่อ นายสมชาติ รัมมะบุตร์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 6 ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นคนขับรถตู้ดังกล่าว ได้รับบาดเจ็บไฟลวกที่ศีรษะด้านซ้าย คอ และมือทั้ง 2 ข้าง และหูอื้อจากแรงระเบิดจนมีเลือดไหล โดยพลเมืองดีช่วยกันนำตัวส่ง รพ.พระมงกุฏเกล้าฯ

 

พ.ต.อ.ไกรเลิศ กล่าวต่ออีกว่า พยานคนเดิม ซึ่งกำลังนั่งกินอาหารอยู่ในร้านจิ้มจุ่มใกล้ที่เกิดเหตุ พบเห็นคนขับรถคันดังกล่าวมาจอดติดเครื่องเปิดแอร์นอนอยู่ข้างร้านอาหาร ตั้งแต่ช่วง 12.00 น.ต่อมาซักพักใหญ่ๆ ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเกิดควันไฟ เมื่อออกมาดูพบว่ารถได้เกิดระเบิดจนเสียหายแล้วก็รีบพาคนเจ็บ ส่ง รพ.จากนั้นได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบอย่างละเอียด แล้ว

 

พ.ต.อ.ไกรเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของการระเบิดในครั้งนี้น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ไม่น่าจะใช่การก่อวินาศกรรมอย่างแน่นอน เพราะผู้บาดเจ็บก็คือผู้ขับรถตู้คันดังกล่าวเอง และจากตรวจสอบพบว่ามีการรั่วซึมของแก๊สในบริเวณตัวรถ ซึ่งคนเจ็บได้ติดเครื่องรถเอาไว้โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีแก๊สรั่วซึม และคนเจ็บได้พยายามจะชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือผ่านทางที่จุดบุหรี่หน้ารถ จึงอาจทำให้เกิดประกายไฟขึ้นจนเกิดการระเบิดดังกล่าว